www.derlarrubiz.com

บทความ อบายมุข

กลับไปที่หน้าเริ่มต้น

คลิกที่นี่

                       
	
เหตุให้ฉิบหาย
" เหตุให้ฉิบหาย "
ดื่มน้ำเมา	เที่ยวกลางคืน
เที่ยวดูการละเล่น	เล่นการพนัน
คบคนชั่วเป็นมิตร	เกียจคร้านทำการงาน

โทษของการดื่มน้ำเมา
ทำให้เสียทรัพย์	ก่อการทะเลาะวิวาท
ทำให้เกิดโรค	ผู้รู้ติเตียน
ไม่รู้จักอาย		ทอนกำลังปัญญา

โทษของการเที่ยวกลางคืน
ชื่อว่าไม่รักษาตัว
ชื่อว่าไม่รักษาลูกมีย
ชื่อว่าไม่รักษาสมบัติ
เป็นที่ระแวงของคนทั้งหลาย
มักถูกใส่ความ
ได้รับความลำบาก

โทษของการเล่นการพนัน
เมื่อชนะย่อมก่อเวร	เมื่อแพ้ย่อมเสียดายทรัพย์
ทรัพย์ย่อมฉิบหาย	ไม่มีใครชื่อถือฟังคำ
เป็นที่หมิ่นประมาทของเพื่อน
ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย

โทษของการคบคนชั่ว
นำให้เป็นนักเลงการพนัน
นำให้เป็นนักลงเจ้าชู้
นำให้เป็นนักเลงเหล้า
นำให้เป็นคนหลอกลวง
นำให้เป็นคนไร้ศีลสัตย์
นำให้เป็นคนหัวไม้

เกียจคร้านการทำงาน
คนเกียจคร้านมักอ้างว่า
หนาวนักแล้วไม่ทำการงาน
ร้อนนักแล้วไม่ทำการงาน
หิวนักแล้วไม่ทำการงาน
กระหายนักแล้วไม่ทำงาน
ผู้หวังเจริญในโภคทรัพย์พึงละเว้นเสีย

การเข้าวัด
"การเข้าวัด"
" พระธรรมปิฎก  " เจ้าคณะภาค 16
	คำว่า " วัด " วัดเป็นสถานที่ทางศาสนา มีสิ่งก่อสร้าง  3 อย่างคืออุโบสถ  ศาลาการเปรียญ และ กุฏิ
บางวัดก็เพิ่มสิ่งก่อสร้างอื่น ๆอีก
	คำว่าอุโบสถ มักเรียกสั้นๆ ว่า โบสถ์ คนไทยชอบคำสั้นๆ เช่นคำว่า อุบาสก เป็น ประสก คำว่า อุบาสิกา เป็นสีกา
คำว่า สีกา ฟังดูเป็นการเรียกสิ่งที่มีสีดำ เพราะเป็นสีกา จึงมีคนอธิบายว่า เพศหญิงที่เป็นอันตรายแห่งพรมจรรย
ผู้ประพฤติพรมจรรยเมื่อมีสัมพันธ์กับเพศหญิง โดยปราศจากสติแล้ว จะต้องมีมลทินมัวหมองหมือนผ้าที่ถูกต้องด้วยสีดำก็ย่อมมัวหมอง
ฉะนั้นเป็นคำอธิบายที่น่าฟังพราะเป็นความจริง
	เหตุที่วัด มีสิ่งก่อสร้าง 3 อย่างอยู่นั้น เป็นเพราะวัดเป็นสถานที่ประดิษฐาน พุทธรัตนตรัย 
" พระอุโบสถ " เป็นสถานที่ประดิษฐาน พระพุทธรัตนะ คือพระประธาน ซึ่งเป็นประหนึ่ง พระพุทธเจ้า
  " ศาลาการเปรียญ" เป็นสถานที่ประดิษฐาน พระธรรมรัตนะ คือพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
เพราะเป็นที่แสดง และเป็นที่ฟังพระธรรม จึงได้เรียกชื่อว่า ศาลาการเปรียญ แปลว่าสถานที่รู้ปริยัติธรรม
" กุฏิ " เป็นที่อยู่ของสังฆรัตนะ คือ พระสงฆ์ ทีอยู่ของพระสงฆ์ เรียกว่า กุฏิ ซึ่งแปลว่ากระท่อม ไม่เรียกว่าเคหะ 
หรือไม่เรียกว่าอาคาร เพราะว่า พระสงฆ์จะถือว่า กุฏิเป็นกรรมสิทธิเฉพาะตนไม่ได้ เป็นแต่เพียงผู้อาศัยอยู่ช่วงระยะกาล
ไม่เหมือนเคหะ หรือไม่เหมือนอาคาร ซึ่งเจ้าของมีสิทธิ์ เต็มที่ ดังนั้น กุฏิจึงมีความหมายอันเหมาะสมแก่พระสงฆ์ ซึ่งเป็นผู้เสียสละแล้ว
	ศาสนาทุกศาสนา ต้องมีสถานที่กลางในการบำเพ็ญศาสนกิจต่างๆ ทางศาสนาอันได้แก่วัดนั่นอง แม้บางลัทธิ
ก็ยังมีสถานที่กลางสำหรับบำเพ็ญกิจตามลัทธินั้นๆ เช่นศาลเจ้าเป็นต้น
	การที่ต้องมีสถานที่กลางสำหรับบำเพ็ญศาสนกิจ ของผู้นับถือศาสนานั้นๆ ก็เพื่อเป็นการสะดวกในการบำเพ็ญกิจทางศาสนาของทุกคน
ใครก็ตามมีสิทธิ์ในการบำเพ็ญกิจ ทางศาสนาในสถานที่เช่นนั้นได้ แม้จะเป็นยาจกเข็ญใจ ก็มีสิทธิ์ที่จะใช้บำเพ็ญกิจทางศาสนาได้ทุกคน
สถานที่เช่นนี้ ในพุทธศาสนาเรียกว่า วัด แปลว่า วัด เป็นที่บำเพ็ญความดีบ้าง แปลว่า เป็นที่รื่นรมย์ใจบ้าง เรียกว่าอาวาส
แปลว่า เป็นที่อยู่ของพระสงฆ์สามเณรบ้าง
	ทำไมจึงต้องไปวัด คนที่ยังนับถือสาสนาก็ยังต้องไปวัด เหมือนกับคนที่รับราชการก็ต้องไปสถานที่ราชการ 
ยังเป็นครูเป็นนักเรียน ก็ต้องไปโรงเรียน   ถ้าเช่นนั้น   ประชาชนทั่วไปทำไม   จึงยังต้องไปที่ทำราชการ   ไปโรงเรียนเล่า 
ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ข้าราชการ ไม่ใช่ครูไม่ใช่นักเรียน การที่ประชาชนต้องไปทำราชการ  ต้องไปโรงเรียน ก็เพราะยังมีความสันพันธ์ 
กับสถานที่เช่นนั้น คือมีธุระเกี่ยวข้องกับราชการบ้าง มีธุระเกี่ยวกับโรงเรียนบ้าง   ข้อนี้ฉันใด   คนที่ยังนับถือศาสนาอยู่ 
ก็ยังต้องไปวัด เพราะยังมีความสัมพันธ์ กับศาสนาอยู่
	อีกอย่างหนึ่งคนที่ทีโรค ก็มีความจำเป็นที่ต้องไปโรงพยาบาลหรือไปสู่สถานที่รักษาโรค ทุกคนย่อมมีโรคใจ 
อยู่ด้วยกัน   อันเกิดจากกิเลส   มากบ้าง   น้อยบ้าง   จึงจำเป็นต้องมีวัด   เพื่อขอยารักษาโรคใจ     อันนี้ได้แก่พระธรรม 
ที่เรียกกันว่าธรรมโอสถ
	ไปวัดทำไม   ไปเพื่อประพฤติความดี   ที่เรียกกันว่า บำเพ็ญศาสนกิจ   คืองานที่ควรทำทางศาสนา 
หรือเรียกกันอย่างที่รู้จักกันทั่วไปว่า ไปทำบุญ นั่นเอง ถ้าเช่นนั้นจะทำบุญกันที่บ้านไม่ได้หรือ ทำได้แต่ ไม่สะดวกเหมือนทำที่วัด
เพราะวัดสร้างไว้เป็นที่ บำเพ็ญศาสนกิจโดยตรง ส่วนบ้านสร้างเป็นที่อยู่ พระพุทธเจ้าจะทรงแสวงหาสันติธรรม
ยังต้องแสดงออกทรงผนวช การทำบุญที่บ้านก็พอทำได้  เช่นในเรื่องทาน บางบ้านก็ไม่มีพระสงฆ์ หรือปฏิคาหกผ่าน ไปมา 
ก็ต้องนำไปที่วัด ในเรื่องศีลก็ทำได้ยาก เพราะบ้านไม่สงบพอ ในเรื่องฟังธรรม ในเรื่องการทำใจก็ไม่สะดวก เพราะบ้านมีเรื่องให้เห็นให้ได้ยิน
ทำใจให้วุ่นวาย ไม่สงบได้ง่ายอยู่บ้านก็สนใจไปในเรื่องบ้านไปวัดก็สนใจในเรื่องทำบุญ หลักมีอยู่ว่า ถ้ากายไม่ได้รับความสงบ 
ใจก็ไม่สงบลงได้ เมื่อใจไม่สงบลงได้ กิเลสก็ไม่สงบลงได้เช่นกัน
	การไปวัดนี้ บางศาสนากวดขันกันมาก ถึงกับมีข้อบังคับว่า ถ้าไม่ไปเป็นความผิด จะถูกลงโทษ เพราะฉะนั้นพอถึงวันกำหนด
ให้ไปวัด ก็ต้องพากันไป แม้เด็กๆ ก็ต้องนำไปด้วย นรวม 7 วันเราไปวัดสัก1 วัน ใช้เวลาสัก 1ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ก็ไม่ใช่สิ่งเหลือวิสัย
ไปวัดแล้วก็ได้กำไร ไม่ขาดทุน เพราะจะได้ทำกิจทางศาสนา ที่ได้เรียกว่า ได้ทำบุญ เช่นได้พบพระรักษาศีล ได้ฟังธรรม ทำให้ชีวิตชุ่มชื่น
ทำใจให้สะอาด เหมือนซักฟอกผ้าที่ใช้มา 7 วันจะรู้สึกว่าชีวิตมีสาระขึ้น   ในรอบ  7 วัน นั้น บางคนก็อาจใช้เวลาไปในทางอื่น
ที่ไม่มีสาระเสียหลายชั่วโมงก็ได้  จึงควรเฉลี่ยเวลาเพื่อสิ่งที่มีสาระทางศาสนาบ้าง
	การเข้าวัดยังเป็นการรักษาเศรษฐกิจในครอบครัว เพราะแทนที่จะพากันไปรื่นเริงในทางจ่ายเงิน กลับไปหาความสุข
ที่ไม่ต้องเปลืองรายจ่ายอะไรมากนัก ถ้าถึงวันอุโบสถ สามารถรักษาศีลได้ทั้งครอบครัว ตลอดไป เดือนหนึ่งก็ลดรายจ่ายอาหารในเวลาวิกาล
คือเที่ยงไปแล้วได้ 4 วัน นอกจากประหยัดค่าอาหารเวลาเย็นประจำวันแล้ว ยังประหยัดอาหารจากกิจต่าง ๆ อีกด้วย สมมติว่าวันอุโบสถ 1 วัน
งดค่าอาหารเย็นได้ 10 บาท หนึ่งเดือนก็จะประหยัดได้ 40 บาทต่อเดือน เป็นการรักษาเศรษฐกิจได้ดี
	การเข้าวัด ถือศีล ฟังเทศน์ มักเข้าใจว่าเป็นของคนแก่ ไม่ใช่ของคนหนุ่มสาว ถ้าใครเริ่มเข้าวัดแต่ยังเด็กและหนุ่มสาว
ก็ถูกหาว่าคนครึ ไม่ทันสมัย
	ความจริงในเรื่องการเข้าวัด พระพุทธเจ้าต้องการให้เข้าวัดตั้งแต่ยังเด็ก ตั้งแต่ยังหนุ่มสาว เพื่อให้คุ้นเคยกับศาสนา 
และให้มีโอกาสอบรมความดีนาน นาน หรือ ดัด กาย วาจา ใจ ง่ายเหมือนไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก เช่นบัญญัติให้เด็กบวชเป็นสามเณร
ตั้งแต่ อายุ 7 ขวบ บวชเป็นภิกษุ เมื่ออายุ  20 ปี แม้ในฝ่ายสตรี ก็มีการบวชเป็น สิกขมานา เป็นภิกษุณี เช่นเดียวกัน
	ในเรื่องอุโบสถกรรมในธรรมบทภาค 4 ปรากฎว่า มีผู้รักษาอุโบสถอยู่ 4 พวก พวก1 เป็นคนแก่ พวก 1 เป็นคนกลางคน
พวก 1 เป็นสาว แต่มีสามีแล้ว พวก 1 เป็นเด็กยังไม่มีสามี เป็นเครื่องรองรับว่าสมัยพุทธกาล ก็มีการรักษาอุโบสถตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
	เข้าวัดตอนแก่จะลำบาก เพราะรักษาศีล 8 ก็จะอดข้าวมื้อเย็นไม่ได้ แรงน้อยจะเป็นลม จะฟังเทศน์ก็นั่งนานไม่ได้ 
สังขารทรุดโทรม เมื่อยง่ายไม่ทน จะท่องสวดมนต์ สัญญาก็ไม่ดีได้ต้นลืมปลาย ได้ปลายลืมต้น เลอะ ๆ เลือน ๆ 
มีภาษิตรับรองการประพฤติธรรม เมื่อแก่เป็นการไม่สะดวกว่า ชรา ช ช ชริตา โหนติ หตกปาทา อนสสวา ยสสโส วิหต ตกาโย
 กถ ธมม จริส สติ แปลว่า " มือและเท้าของผู้ใด ทรุดโทรมไปเพราะชรา เป็นอวัยวะที่ไม่เชื่อฟัง ผู้นั้นครั้นมีกำลังหย่อนลงแล้ว 
จะประพฤติธรรมอย่างไรได้ "
	ผู้เข้าวัดจะถูกกล่าวหาว่า คนครึ เพราะเข้าวัดก็ควรภูมิใใจได้ เพราะครึดีกว่าชั่วช้าอย่างอื่น ครึเพราะเข้าวัดจริง ๆ
ตายแล้วมีหวังไปสู่สุขคติ การเข้าวัดไม่มีเรื่องเดือดร้อนหรือชวนให้ลุ่มหลง เหมือนไปเที่ยวตามบ่อน หรืโรงมหรสพ ตามที่ชุมนุมชน
ตามอโคจรสถาน
	พระพุทธเจ้าเริ่มเข้าวัด คือออกบวชเมื่ออายุ 29 ปี เพราะความเป็นคนวัด พวกเราจึงนับถือพระอง์จนถึงทุกวันนี้
และนับถือจนถึงพระธาตุ จนถึงรอยเท้าของพระองค์ และธรรมมะของพระองค์ ผู้เป็นคนวัดก็อำนวยความสุขแก่โลกมากมาย
ถ้าพระองค์ไม่สมัครเป็นคนวัด และยังเป็นคนบ้านอยู่ พวกเรายังไม่รู้จักพระองค์เป็นแน่ นอกจากจะรู้จักพระองค์ 
พวกเรายังรู้จักวงศ์ญาติของพระองค์ที่เป็นคนบ้าน แต่มายุ่งเกี่ยวกับคนวัด อีกด้วย ซึ่งคนบ้านเหล่านั้น พลอยยั่งยืนตามชื่อของพระองค์ 
ซึ่งเป็นคนวัดไปด้วย นักอะไรก็ตาย เช่นนักการเมืองเป็นต้น ก็ไม่อาจละทิ้งศาสนาไปได้ ก็ต้องนับถือศาสดา หรือศาสนาใด ศาสนาหนึ่ง
เพื่อเป็นที่พึ่งทางจิตใจ และอาศัยศาสนาเป็นแนวทาง ปฏิบัติปรับปรุงตน และปกครองผู้อื่น เกียรติของศาสดาเจ้าของศาสนา 
ได้รับการยกย่องสูงกว่าเกียรติของนักปกครองเจ้าของประเทศ
	เรื่องของการเข้าวัด เป็นเรื่องศาสนาของทุกศาสนา 7 วันจะต้องเข้าวัด 1 วัน  พุทธศาสนา ถือเอาวันที่ 8  -14  -15 ค่ำ
เรียกว่า" วันพระ " แปลว่าวันประเสริฐ บ้าง " วันธรรมสวนะ" แปลว่าวันฟังธรรมบ้าง "วันอุโบสถ" แปลว่าวันสงบ วันรักษาจิตใจบ้าง 
คริสต์ศาสนา ถือวันอาทิตย์ ศาสนาอิสลามก็มีวันศุกร์ เป็นวันเข้าวัดเช่นเดียวกัน
	พวกเราต้องตรากตรำทำงานมาถึง 7 วันแล้ว ควรต้องหยุดพักสงบใจ ฟอกล้างกิเลสในใจกันเสียวันหนึ่ง 
มิฉะนั้นใจจะหมักหมมมาก หาความสุข ความสงบได้ยาก 
	สถานที่ราชการ โรงเรียน โรงงาน ก็ยังมีการหยุดงานทุก 7 วันเพื่อให้พักผ่อน ศาสนิกจึงควรเข้าวัดพักผ่อนใจกันทุก 7 วัน
	คนแก่ไม่เข้าวัด ถูกติ แต่เด็กหนุ่มหรือสาว ไม่เข้าวัดไม่ถูกติ ตรงกันข้าม ถ้าไปเข้าวัดตั้งแต่หนุ่มสาว กลับถูกติว่า 
คนครึไม่ทันสมัย คนที่หวังความสงบ หวังอบรม กาย วาจา ใจ ให้เป็นคนดี กลับถูกติหาว่าครึ ไม่ทันสมัย ถ้าเช่นนั้น พระพุทธองค์
มิเป็นผู้ทำคนให้เป็นคนครึไปหรือ ถ้าเป็นจริงทำไมยังมีคนนับถือพระพุทธองค์ อย่างมากมาย
	ถ้าทุกคนคิดว่าการเข้าวัดไม่จำเป็นอเลย ศาสนาก็ต้องเสื่อม ศาสนาอยู่ได้ด้วยคนวัด ถึงจะเป็นคนบ้าน 
แต่ว่าเป็นพวกหัววัดใกล้ชิดวัด
	เรื่องเดือดร้อน เกิดขึ้นจากคนหนุ่มสาว มากกว่าคนแก่ ในเรือนจำเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดี
	คนแก่เข้าวัดยังดีกว่าไม่ยอมเข้าวัด เข้าได้เมื่อไร เป็นดีเมื่อนั้น ดีกว่าคนที่ยังไม่เข้า เช่นราชพราหมณ์ 
เข้าวัดเมื่อแก่ยังเอาตัวรอดได้ คนบวชเมื่อแก่เขาเรียกว่าหลวงตา ถือว่ามีเกียรติ สู้คนบวชเมื่อหนุ่มที่เขาเรียกหลวงพี่ไม่ได้
แต่หลวงตาก็ยังดีกว่าผู้ที่ไม่เคยเป็นหลวงตาเลย
	เข้าวัดแล้วเราได้อะไรบ้าง ได้บำเพ็ญทาน รักษาศีล ฟังเทศน์ สวดมนต์ ไหว้พระ สนทนาธรรม
ทำใจให้สงบ มีโอกาสพิจารณาตัวของตัวเอง ได้รู้ธรรมเห็นธรรม ถ้าอยู่บ้านจะมีโอกาสน้อยที่สุด 
เพราะบ้านเป็นที่ตั้งแห่งความกังวลอันใหญ่หลวง เช่นพอไปเที่ยวเล่นสบายใจ พอกลับบ้านรู้สึกกลุ้มใจ เพราะเข้าสู่วังกังวล
ต้องหมุนเป็นลูกข่าง ไม่มีวันพัก
	จะเข้าวัดหรือไม่เข้าวัดก็ต้องตาย แต่เข้าวัด มีธรรมติดตัวไป มีหวังสุขติ
	มองดูตัวเราและรอบตัวเรา มีอะไรเป็นสาระยั่งยืน ล้วนแต่เปลี่ยนแปลง แปรผัน จนถึงการแตกสลาย
เห็นมีอยู่แต่ พระธรรม เช่น ทาน ศีล ภาวนา นั่นแหละเป็นสาระ เป็นสาระยั่งยืนชั่วโลก นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน
ก็ได้ 2,000 ปีเศษ ธรรมก็ยังอยู่ แม้ไม่ให้เป็น ทาน ทรัพย์ สมบัติ ก็ถูกจับจ่ายไปในทางอื่น นับไม่ถ้วน 
ไม่รักษาศีลก็ต้องรักษาอย่างอื่นอยู่แล้ว เช่นรักษาคนรัก ของรัก รักษาการงานยิ่งหนักใจ รักษาศีลสบายใจ
แม้ไม่ฟังเทศน์ก็ต้องฟังเขาคุยกัน ทะเลาะกัน ด่ากัน โกหกกัน ยุยงกัน ล้วนแต่ไม่เจริญ ฟังเทศน์ได้รู้ธรรม สบายใจ
	ไม่ให้ทาน รักษาศีลฟังเทศน์ก็ต้องตาย ถึงให้ทาน รักษาศีล ฟังเทศน์ก็ต้องตาย คติของคนสองคนนี้
ใครจะดีกว่ากันเล่า
	แม้จะไม่ยอมเข้าวัดในขณะยังมีชีวิตอยู่ แต่เขาต้องหามท่านเข้าวัดเวลาที่ท่านตายไปแล้ว 
เข้าไปวัดเวลาที่ตายไปแล้วจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง พระให้ศีลก็ไม่รับ พระสวดมาติกา บังสกุล พระเทศน์ก็ไม่ได้ฟัง
เป็นเรื่องของคนที่มีชีวิตที่เขาทำแล้วเขาก็ได้ และแผ่ส่วนกุศลผลบุญไปให้บ้าง ถ้าสมัครเข้าวัดตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่
จะมีโอกาสได้บุญไม่รู้สักเท่าไร
	ทุกคนต้องเข้าวัด ต้องช่วยกันชี้แจงให้เห็นคุณค่าของการเข้าวัด ผู้อยู่นวัดต้องทำตน และทำวัดให้เป็นที่น่า
เข้าหา  ผู้ปกครอง เช่น บิดา มารดา ครู เจ้านายต้องเป็นผู้นำนการเข้าวัดด้วยตนเอง และนำผู้อยู่นปกครองไปเข้าวัด
ผู้ที่เข้าวัดอยู่แล้วต้องทำตนให้ผู้ที่ยังไม่เข้าวัดเห็นว่า คนที่เข้าวัดมีอะไร ดีๆ กลับออกมา กว่าเมื่อยังไม่เข้าวัด
เช่นเที่ยวน้อยลง ดื่มน้อยลง โทสะน้อยลง การงานดีขึ้น จิตใจดีขึ้น เช่นนี้เป็นการเชิญชวนให้ทุกคนทดลองเข้าวัดดูบ้าง
	การเข้าวัดคือการเข้ามาพิจารณาตัวเอง


                  



ไปเวบไซ้ท์ www.buddhanet.net คลิกที่นี่


กลับไปที่หน้าเริ่มต้น

คลิกที่นี่