www.derlarrubiz.com


เวบไซด์ ภาษาญี่ปุ่น Japanese Language

พลิกกลับไปหนึ่งหน้า

คลิกที่นี่

ภาษาญี่ปุ่น 
(Japanese Language)
	ภาษาญี่ปุ่นเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่อาจมีคนตั้งคำถาม แต่ในประวัติศาสตร์ประเทศไทยเรามีชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำงานในไทย นานมากแล้วตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่วิชาการด้านภาษาญี่ปุ่นอาจจะไม่ค่อยได้ใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป
การศึกษาด้านญี่ปุ่นศึกษานั้นได้เข้ามาในศิลปวัฒนธรรมไทยโดยที่เรารับรู้ไปโดยปริยาย เช่นอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้าน , รถยนต์, สินค้าต่าง ๆ ,วัตถุด้านศิลปะ เช่นภาพวาด  ต่าง ๆ มากมาย ในหลาย ๆด้าน  พอจะได้อ้างถึง พอสังเขป ด้านงานเขียน 
ในประเทศญี่ปุ่น ก็ได้มี สำนักงานที่ศึกษา ด้านประเทศไทย มีข้อมูลลึก ๆ ว่า พ็อกเก็ตบุ๊คเล็ก ๆ ที่ในประเทศญี่ปุ่น ก็มีหนังสือแปลที่แปลจากหนังสือไทยเป็นจำนวนมาก เท่าที่ทราบมีคำกล่าวที่ว่า กรมวิเทศสัมพันธ์ของญี่ปุ่น(International affairs Division) มีนโยบายแปลหนังสือไทยให้เป็น
หนังสือญี่ปุ่นให้ได้มากที่สุด (หรืออีกนัยหนึ่ง คือประเทศญี่ปุ่นจะ แปลงานเขียนในประเทศไทยทุกเล่ม  :  ผู้เขียน)	ในประเทศไทย มีบริษัทข้ามชาติจากญี่ปุ่นมาเปิดโรงงาน มาเปิดบริษัท ในประเทศไทยตามคำเชิญชวน นิยมแพร่หลายมาก ตั้งแต่ยุครัฐบาลของ ท่านพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ
ที่เริ่มโครงการมาบตาพุดที่จังหวัดระยอง อันโด่งดังมาถึงปัจจุบัน และเกิด องค์การนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทย ได้ก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรม หลายพื้นที่ในหลายจังหวัด เพื่อให้คนไทยได้มีงานทำ ผลจากการนี้ จึงมีบุคลากรด้านภาษาญี่ปุ่น ในโรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้น คือผู้ทำหน้าที่ล่ามแปลภาษาญี่ปุ่น
ทำให้สถาบันการศึกษาจัดหลักสูตรการเรียนภาษาญี่ปุ่นอย่างกว้างขวางรวมถึงมีผู้สนใจในด้านภาษาญี่ปุ่นได้ทุนการศึกษาจากต่างประเทศในการเดินทางไปศึกษาต่อด้านภาษาญี่ปุ่นที่ประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย เช่นมหาวิทยาลัยโตไก (Tokai Univercity), มหาวิยาลัยอิมพีเรียล (Imperial University) เป็นต้น
ในประเทศไทยมีหน่วยงานของประเทศญี่ปุ่นเข้ามาเปิดสถาบันทางด้านเทคโนโลยี และการศึกษา คือ สถาบันเทคโนโลยี ไทย-ญี่ปุ่น (ส.ท.ญ.) (ระดับมหาวิทยาลัย : ผู้เขียน)  จัดตั้งโดย สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี ไทย - ญี่ปุ่น(ส.ส.ท.) เมื่อปี 2549 แต่สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี ไทย - ญี่ปุ่น มีมานานมากแล้ว
 ซึ่ง ส.ส.ท. ก่อตั้ง เมื่อ 24 มกราคม 2516 โดยความร่วมมือของ อดีตผู้ที่เคยไปศึกษาในประเทศญี่ปุ่นโดยทุน (ABK & AOTS) ,สมาคมความร่วมมือทางเศรษฐกิจญี่ปุ่น - ไทย (JTECS) และ กระทรวงการค้าระหว่างประเทศ และอุตสาหกรรม ประเทศญี่ปุ่น (METI), ( ข้อมูลจากเว็บไซต์ TPA.or.th)
สำหรับ สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี ไทย - ญี่ปุ่น มีหน่วยงานสอบเทียบเครื่องมือวัดอุตสาหกรรม อยู่ในหน่วยงานนี้ด้วย และอื่น ๆ จะเป็น โรงเรียน ในการเรียนสาขา ต่างๆ เช่นภาษา ญี่ปุ่น และวิชาการ ด้านอุตสาหกรรม เป็นต้น
ในประเทศไทย ประมาณปี 2529 ชุมชนที่มีชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่มากคือย่านถนนสุขุมวิท กรุงเทพมหานครฯ สังเกตุจากร้านอาหารญี่ปุ่นจะเปิดในย่านถนนสุขุมวิทนั้นเอง และอีกย่านที่ต่อมามีชาวญี่ปุ่นจำนวนมากคือ ย่านอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ถึงมีผู้ให้คำ สมญานาม อำเภอศรีราชาว่า โอซาก้าเมืองไทย
วัฒนธรรม อื่น ๆ เช่น คำว่า คาราโอเกะ (Karaoke) การร้องเพลงโดยอาศัยภาพและเสียงจากวิดีโอ วิดีทัศน์ที่มีทำนองเพลงและเนื้อเพลง เปิดอยู่ แลัวผู้เล่น หรือผู้ร้องเพลง ถือไมโครโฟน แล้วร้องเพลงตามทำนองเพลงนั้น ๆ เป็นอีกวัฒนธรรมหนึ่งของญี่ปุ่นที่มีบทบาทในประเทศไทยสืบต่อกันมา
มีครั้งหนึ่ง ประมาณปี 2529-2531ประเทศญี่ปุ่นนำวัฒนธรรมการตีกลองใหญ่  มาเผยแพร่ในประเทศไทย จัดที่สนามหญ้าหน้าพระบรมรูปรัชกาลที่ห้า และพระบรมรูปรัชกาลที่หก ในมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์อีกด้วย (ข้อมูล : ผู้เขียน)
	การเรียนภาษาญี่ปุ่น เริ่มจากต้องท่องจำคำศัพท์ เขียนตัวหนังสือ อักษร และอ่านออกเสียงตัวอักษรญี่ปุ่นให้ได้ก่อน  มีอักษรญี่ปุ่นอยู่ 3 แบบ คือ ฮิรางานะ และคาตากานะ และคันยิ กล่าวคือ ในภาษาญี่ปุ่นมีการใช้คำศัพท์ในภาษาอังกฤษ มาใช้จำนวนมากจึงกำหนดให้ใช้ตัวอักษร คาตากานะ
มาใช้แทนเสียงในศัพท์ภาษาอังกฤษนั่นเอง  ส่วน ตัวคันยิ นั้นเป็นตัวหนังสือที่ใช้แทนศัพท์ และประโยคให้เขียนได้สั้น ที่สุด คล้าย ๆ ตัวหนังสือในถาษาจีนนั้นเอง 
(ตัวหนังสือ คันยิ มีจำนวนมาก ประมาณมากกว่า 300 ตัวหนังสือ และก็จะต้องจำได้, เขียนได้ และท่องได้อีกด้วยถ้าถึงระดับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาญี่ปุ่น)




	



	
		


How to read Japanese Language

page 1ตัวอักษร ฮิรางานะ Hi ra nga na

page 2 ตัวอักษร คาตาคานะ Ka ta ka na

page 3

Page 4

Page 5

Page 6

Page 7

Page 8

Page 9

Page 10

Page 11

Page 12

Page 13

Page 14

Page 15

ประวัติของภาษาญี่ปุ่น เริ่มจากตัวอักษรคันจิ ใจความพอสังเขป
ตัวอักษร คันจิ เป็นตัวอักษรที่แทนความหมายของ ชื่อเรียกสรรพสิ่ง เช่นคำว่า อิซูมิ (Izumi) แปลว่าน้ำพุ  แต่คำนี้มี 2  เสียง คือ  เสียง " อง - ON " เป็นเสียงคันจิ ตามภาษา จีน อีกเสียงคือ ออกเสียง " คุน - kun" เสียงนี้ออกเสียงตามภาษาญี่ปุ่น คำ อิซูมิ จึงมีอีก 1 คำที่แปลว่าน้ำพุ เหมือนกันคือ
คำว่า " ออนเซ็น -onsen"  การอ่านออกเสียงคันจิ บางตัวคันจิจะอ่านไม่ตรงกับเสียงที่น่าจะเป็น ดังนั้นผู้เรียนหรือใช้อักษรคันจิต้องศึกษาและจำด้วยตัวเอง เช่นคำว่า "Jouzu" นัยยะคือคันจิตัวดังกล่าวนี้ ปกติจะไม่ออกเสียง"ZU" คำนี้แปลว่า เก่ง หรือเชี่ยวชาญ   การอ่านคันจิเสียงอื่น ๆ
ในแบบที่เรียกว่า แบบจูบะโกะ Jubako  หรือ ยุโต Yuto  ในการออกเสียงตามแบบนี้ มีการนำเอาคันจิเสีง อง on และ คุน kun นำมาเขียนผสมกัน โดยแบบ จูบะโกะ คันจิตัวแรกอ่านเสียง อง on และคันจิตัวที่ สอง ออกเสียงคุน kun ส่วนแบบยุโต จะออกเสียงผสมทั้ง องon และ คุนkun เช่น 
คำว่า "บาโชะ basho"  แปลว่าสถานที่ อ่านออกเสียง แบบ จูบะโกะ คือออกเสียง อง 0n ตามด้วย เสียง คุน kun  ตัวอย่างอีกคำคือคำว่า " คิน - อิโระ"แปลว่า สีทอง ( เสียง อง ตามด้วยคุน) ตัวอย่างอีก หนึ่งคำคือ "ไอ คิโด - Aikido" อ่านออกเสียง คุน - อง เป็นต้น
	ตัวอักษรคันจิ แบบ นะโนริ  - NANORI แบบของคันจินี้ใช้เขียนชื่อคน บุคคล สถานที่พิเศษ มักไม่นิยมใช้กับสิ่งอื่นๆ และมักจะออกเสียง คุน kun
	ตัวอักษรคันจิแบบ กิคุณ (gikun) หรืออีกชื่อคือ จุคุจิคุน (jukujikun) อ่านออกเสียงตามคำพูดที่ใช้จริง โดยไม่ออกเสียงตามคำคันจิเดิมเช่นเสียงคุน และ เสียง อง เช่นคำว่า "เช้านี้"คันจิ ที่เขียนจะไม่อ่านเป็นคำที่ใช้จริงในชีวิตประจำวัน ว่า "อิมะ -อะสะ  Ima-Asa" ใน เสียง คุน kun 
และ ไม่ออกเสียง คนโช - koncho (เสียง อง on) แต่ จะอ่านใหม่เป็นคำว่า  เคสะ - Kesa เป็นต้น
	ตัวคันจิ แบบอะเตะจิ (ateji) เป็นตัวอัการคันจิที่ แทนคำที่ยืมมาจากคำภาษาต่างประเทศ คือจะอ่านแทนเสียงในภาษาอื่น ที่ไม่ใช่อ่านตามความหมาย เช่นคำว่า เอเซีย(asia)  ลักษณะคล้าย คันจิในแบบดั้งเดิม" มันโยงะนะ" จะอ่านว่า อะเจี่ยะ _ajia  แทนคำว่า เอเซีย  ต่อมาในุคปัจจุบัน
ได้สร้างคันจิตัวใหม่ "TOA" แทนคำว่า เอเซียตะวันออก  ตัวอย่างอีกคำคือ อเมริกา เดิมออกเสียงคันจิที่เขียนตรงตัว คือ อเมริกา  ปัจจุบับประยุกต์เหลือ 3 พยางค์คือ คำว่า เบียโคคุ -Beikoku โดยยกเอาคำว่า โคคุ koku (ประเทศ)  กับอีกคำหนึ่ง Bei  นำมาผสม ใช้แทนความหมายถึง อเมริกานั้นเอง
	จำนวนตัวอักษรคันจิ มีมากแต่ไม่สามารถชี้ได้ว่าแน่นอนแล้วเท่าไร ดังนี้คือ ในพจนานุกรม คันจิ ประเทศจีน และ ประเทศญี่ปุ่น ชื่อ พจนานุกรม ไดคันวะ จิเตน Dai-Kan-Wa Jiten  (มหาพจนานุกรมจีนญี่ปุ่น) รวบรวมตัวคันจิไว้ 50,000  ตัวอักษร และอีกเล่มหนึ่ง พจนานุกรมภาษาจีน
รวบรวมตัวอักษรคันจิไว้ ถึง 100,000 ตัวอักษร (หนึ่งแสนตัวคันจิ)   ในประเทศญี่ปุ่นมีอักษรคันจิใช้จริง อยู่ 2,000  ถึง 3,000 ตัวอักษร ในปัจจุบัน
	ประเภทของตัวอักษรคันจิ รวบรวม ไว้ 6 ประเภท
	1.)  โชเกโมจิ	คือคันจิในช่วงแรกสุด แสดงรูปลักษณ์ของสิ่งต่าง ๆ ส่วใหญ่ แทน ชื่อสิ่งของ เช่น ต้นไม้  , ตา เป็นต้น
	2.)  ชิจิโมจิ		คือคันจิในลักษณะต่าง ๆ เส้น การขีดเส้น และบางครั้งนำเอาคันจิ โชเกโมจิ มาเขียนร่วมด้วย ส่วยความหมายใช้แทน ศัพท์เกี่ยวกับนามธรรม เช่นคำคุณศัพท์ เช่น บน , ล่าง คันจิประเภท ชิจิโมจิ มีจำนวน ประมาณ 135 ตัวอักษร
	3.)  ไคอิโมจิ  	เป็นคันจิที่นำเอาคันจิที่สำเร็จรูปแล้วมาผสมกันแล้วมีความหมายใหม่ เช่นคันจิตัวที่แปลว่า  ช่องเขา  จะนำเอาคันจิ ภูเขา และคันจิ บน  มารวมกัน  ตัวอย่างคำว่า หยุดพัก คือการนำคันจิ คน  และคันจิ ต้นไม้มาประกอบกันเป็นคันจิตัวใหม่ เป็นต้น
	4.)  เคเซโมจิ	เป็นคันจิที่แทนความหมาย  กับ คันจิที่แสดงแทนเสียง มารวมกันให้ความหมายใหม่ มีจำนวนประมาณ ร้อยละ 90 (เก้าสิบ)  ของคันจิทั้งหมด
	5.)  เท็นชูโมจิ	คันจิที่ใช่แทนความหมายใหม่ที่ไม่ใช่ความหมายเดิมของคันจิตัวนั้น ๆ
	6.)  คะชะกุโมจิ	เป็นคันจิที่ยืมมาแต่เสียงอ่าน ไม่เกี่ยวข้องกับความหมาย
	การเรียงลำดับในตัวอักษรคันจิ มีดังนี้
	1.)  ลำดับของบุชุ
	2.)  จำนวนขีด
	3.)  เสียงของคันจิ
	การเรียนคันจิในประเทศญี่ปุ่น:
	การศึกษาคันจิในประเทศญี่ปุ่น  กระทรวงการศึกาาในประเทศญี่ปุ่นกำหนดให้ใช้คันจิในชีวิตประจำวัน  หลักสูตรในโรงเรียนเรียกว่า หลักสูตร โจโยคันจิ  ซึ่งกำหนดตัวอักษรที่เรียนไว้ 1,945  ตัวอักษรแต่ในชีวิตจริงมีใช้ 3,000  ตัวอักษร  นักเรียนต้องไปจดจำเอง คันจิอื่น ๆ 
เช่นชื่อคน (จิมเมโยคันจิ)  ในหลักสูตร ประถมศึกาาปีที่ 1 เรียนคันจิ 80  ตัวอักษร เทียบระดับ คันจิเคนเต หรือระดับ 10 การเรียน ลักษณะคันจิ เสียง อง on  เสียง คุน kun  โอกุริงะนะ จำนวนขีด บบุชุของตัวอักษร  และเสียง ผสมคำ เมื่อเรียนไปได้ถึง ป.5 - ป.6 นักเรียนเหล่านี้ก้อ่านคันจิได้หมดแล้ว
เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน
	
ประเด็นในภาษาญี่ปุ่นบางเรื่องที่ต้องศึกษา:
ข้อความที่อาจจะไม่มีในตำรา คือ ความแตกต่างของภาษาไทยกับภาษาญี่ปุน (เป็นข้อเท็จจริงเบื้องต้นในการสนทนาภาษาญี่ปุ่นในสังคมที่อาจจะไม่ค่อยให้ความสนใจ)
กล่าวคือ  ในภาษาไทยเรามีวรรณยุกต์ผันเสียง สามัญ เอก โท ตรีและ จัตวา  ข้อที่ให้สังเกตุ ในภาษาไทยใช้ วรรณยุกต์ แล้ว ความหมายของคำเปลี่ยนไปแบบที่ ต่างกันโดยสิ้นเชิง
แต่ในภาษาญี่ปุ่นการผันเสียงในการออกเสียงเช่น สามัญ เอก โท ตรี และ จัตวา แบบไทย นั้น ในญี่ปุ่นเขาใช้แทนอารมณ์ ซึ่งเนื้อหาแท้ ๆ ต้องศึกษากันต่อไป

คันจิ Kanji ในภาษาจีน อ่านว่า ฮั่นจื้อ  แปลได้ว่า ภาษาของคนชาวฮั่น  ในประเทศจีน ภาษาจีนมักถูกเรียกว่า ภาษาฮั่น (ภาษาจีนกลาง เรียกว่า Hun'yu')
ตัวอักษรคันจิ ในญี่ปุ่น จะอยู่ในกลุ่ม อักษรคำ (LOGOGRAMS) ใช้ร่วมกับอักษรอื่น ๆ เช่น ฮิรางานะ ,คาตากานะ , โรมันจิ และเลขอาราบิค
การค้นคว้าที่มาของอักษรคันจิในญี่ปุ่นย้อนไปปี พ.ศ.600  สมัยราชวงศฮั่นตะวันออก เป็นอักษรจีนที่มีในญี่ปุ่นเก่าแก่มากที่สุดจากหนังสือ ที่มีตราประทับทองคำจากประเทศจีนจากฮ่องเต้ ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก 
เอกสารที่เป็นหลักฐานด้านภาษาญี่ปุ่น ฉบับแรกคือ เอกสารตอบกลับจากทูตทั้่้ง ห้า แห่งวา   (รัฐวา คือชื่อแรกของประเทศญี่ปุ่น สมัยปี พ.ศ. 1021) เป็นจดหมายตอบกลับไปที่ฮ่องเต้  ชื่อ ซุ่นฮ่องเต้แห่งราชวงศ์หลิวซ่่งของจีน
เอกสารเขียนโดยชาวจีนที่อาศัยในรัฐวา (ญี่ปุ่น)  ใจความอุปมาอุปมัยยอดเยี่ยมในสมัยนั้น ได้รับการย่กย่องเอาไว้แล้ว  ในเวลาต่อ ๆ มาสมัย จักรพรรดิ แห่งญี่ปุ่นได้ตั้ง องค์กร ชื่อ ฟุฮิโตะ ทำหน้าที่ในการศึกาาภาษาจีน ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 6
ในสมัยที่อักษรจีนเผยแพร่เข้ามาในประเทศญี่ปุ่น  ในขณะนั้นญี่ปุ่นเองจะยังไม่มีตัวอักษรญี่ปุ่นใช้เป็นของญี่ปุ่นเอง  คันจิจึงเขียนเหมือนอักษรจีน และในเวลาต่อมา จึงเริ่มมีระบบ คัมบุน Kambun โดยการใช้อักษรจีนร่วมกับเครื่องหมายออกเสียง เพื่อช่วยให้คนญี่ปุ่นอ่านภาษาจีนได้
ภาษาญี่ปุ่นเริ่มแรกจาก  มันโยงะนะ   คือนำอักษรจีนมาเขียนประโยคภาษาญี่ปุ่น โดยอาศัยเสียงที่มีเสียงเหมือนภาษาญี่ปุ่น เอามาแทนเป็นตัวอักษรญี่ปุ่น แต่ไม่เอาความหมายดั้งเดิมในภาษาจีนมาใช้ ระบบการเขียนหนังสือญี่ปุ่นแบบนี้มีในหนังสือบทกวี ชื่อ มันโยชู ManyoShu แต่งขึ้น
ราวปี พ.ศ. 1302 ในยุคสมัย นะระ (Nara Era) เป็นวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่ยังเหลืออยู่  อัการพยางค์แทนเสียงนี้ได้ถูกพัฒนามาเป็นตัวอักษร ฮิรางะนะ โดยแปลงมาจากภาษา โยมันงะนะ เขียนโดยใช่ภู่กัน เขียนแบบหวัด ๆ วัตถุประสงค์เพื่อให้สุภาพสตรีที่ด้อยโอกาสในการเรียนได้เข้าถึงภาษาอ่านออก 
และในยุค เฮอัน  สตรีเป็นนักเขียนจะเขียนวรรณกรรมโดยใช้ตัวอักษรฮิรางะนะ นี้    ตัวอักษรอีกชนิดคือ คาตากานะ มีต้นกำเนิดคล้ายกับ ตัวอักษรฮิรางะนะ และประยุกต์จากโยมันงะนะเช่นกัน  แต่ตัดบางส่วนของโยมันงะนะมา คาตากะนะนั้นเกิดในสำนักพระสงฆ์ (นักบวช)ในช่วงสมัย เฮอัน
วัตถุประสงค์ให้พระได้ศึกษาพระคัมภีร์ จึงสรุปรวมรวมว่า ต้นกำเนิดภาษาญี่ปุ่นนั้น กำเนิดจากภาษาคันจิ นั่นเอง   
	คันจิในประเทศญี่ปุ่น จะกำหนดเป็นทางการเรียกโจโยคันจิ และที่นอกเหนือจากนั้น จะใช้ตัวอักษรตัวเล็ก ๆ กำกับไว้ เช่นกำกับด้วยตัวอักษรฮิรางะนะเขียนตัวเล็ก ๆ เพื่อชี้ให้เห็นว่าการผันออกเสียงใด เป็นต้น ที่เรียกว่า โอคุริกานะ(อักษรฮิรางะนะตัวเล็กๆ ที่เขียนกำกับไว้ที่ตัวอักษรคันจิ)


Page 14 ตัวอย่าง ตัวอักษรคันจิ

กดปุ่มนี้เพื่อย้อนกลับไปหนึ่งหน้า

พลิกกลับไปหนึ่งหน้า

คลิกที่นี่


กลับไปที่หน้าเริ่มต้น

คลิกที่นี่